6 psychology concepts ที่นำมาปรับกับ SEO & CRO ได้

Thaidaily SEO  อยากแชร์บทความจากหนังสือ ecommerce website optimization  วิธีการด้านหลักจิตวิทยาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาทั้งด้าน website seo & content marketing ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลักการนี้ถือเป็นการออกแบบแนวคิดที่จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกเพลินกับการท่องเว็บไซต์ของคุณการท่องเว็บไซต์ของคุณได้ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณไปในตัวอีกด้วย


เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า หลักการนี้เรียกว่า six principle of infulence ซึ่งเป็นการรวม 6 เทคนิคในการโน้มน้าวใจเกิดความเชื่อมั่นและง่ายต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าคุณอย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการทำธุรกิจ E-commerce ทีนี้ในส่วนของหลักการนี้จะใช้กับเว็บไซต์คุณได้อย่างไร เรามาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของ 6 Principle of Infulence กันก่อนว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

1.การให้คืนกับอีกฝ่าย (Reciprocation)

หลักการนี้เป็นการช่วยเพิ่มยอดขายหรือการซื้อสินค้าได้อย่างราบลื่นขึ้น คือการเพิ่มความรู้สึกหรือการกระทำให้ทางอีกฝ่ายได้สิ่งที่เขาต้องการ ณ เวลานั้น ซึ่งจะแสดงรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายหรือเกี่ยวข้องการขายก็ได้ เพื่อให้เขารู้สึกผ่อนคลายและเปิดรับข้อมูลสิ่งต่างๆมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นหากคุณกำลังเดินๆอยู่ในประเทศที่มีอากาศหนาวจัด แล้วรู้สึกหนาวมาก ไม่อยากเดินต่อแล้ว อยู่ดีๆมีร้านนึงเปิดให้คุณเข้าไปในร้าน พร้อมนำชาร้อนๆมาให้คุณดื่ม พฤติกรรมนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายผ่อนคลายมากขึ้น และทำให้ระยะเวลาได้พูดคุยและดูสินค้าภายในร้านมากขึ้นไปโดยปริยาย ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขายได้อย่างชัดเจน แต่ทีนี้เราจะนำมาประยุกต์ใช้อย่างไรกับทางด้าน online ดี

เนื่องจากโลกออนไลน์นั้น การพูดคุยกันหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในเว็บไซต์ถือว่ายากกว่าโลก offline ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมคือการแทรกคอนเทนต์ ที่เกี่ยวเนื่องกับการได้รับคืนหรือช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าตามความเหมาะสม ณ ขณะนั้น เช่น การออกแบบคอนเทนต์ที่สื่อถึงการรับส่วนลด เพื่อสื่อถึงการได้รับคืนเป็นจำนวนเงิน หรือ การจัดการด้านพฤติกรรมผู้ชมเว็บไซต์ เพื่อนำมาพัฒนาเว็บไซต์ให้สินค้าที่เลือกครั้งแรกอยู่ในเรทราคาที่สูงแล้วแสดงสินค้ารูปแบบหรือประเภทที่ต่ำกว่าที่เป็นชนิดสินค้ากลุ่มเดียวกันมาในรูปแบบ pop up หรือ suggestion product เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดการขายได้มากขึ้น 

2.ขั้นตอนการตกลงการดำเนินการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (commitment & consistency)


เทคนิคนี้คือการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาให้คุณสามารถเก็บข้อมูลของลูกค้า เพื่อนำไปพัฒนาด้าน marketing หรือการทำ campaign ให้ดึงดูดกับกลุ่มเป้าลูกค้าที่มีแนวโน้มต้องการสินค้าของคุณมากที่สุด ซึ่งการทำรูปแบบนี้จริงๆแล้วหลายเว็บไซต์นิยมใช้กัน ยกตัวอย่างเช่น ออกโปรโมชั่นสุดพิเศษ แต่คุณต้องกรอกข้อมูล ชื่อ อายุ ที่อยุ่ อีเมล์ แล้วจะดำเนินการส่งรายละเอียดโปรโมชั่นให้ ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้ลูกค้า หลากหลายคนเลือกที่จะไม่ส่งข้อมูลให้ เพราะขี้เกียจกรอก แต่หากคุณเข้าใจเทคนิคต่อไปนี้ การที่คุณจะได้รับข้อมูลจะมีโอกาสได้ง่ายขึ้น 

การที่จะได้ข้อมูลลูกค้าเพื่อแลกกับโปรโมชั่นหรือแคมเปญการตลาดของคุณนั้นบางครั้งอาจไม่ง่ายนักเพราะลูกค้าหลากหลายคน ก็ไม่ต้องการให้อีเมล์ของเขาเต็มไปด้วยอีเมลโฆษณา หรือบางทีอาจจะไม่อยากให้ข้อมูลส่วนตัว เพราะรู้ว่าปัจจุบันนี้การให้ข้อมูลส่วนตัวสามารถนำไปดำเนินการต่างๆได้มากมาย แต่เราจะทำอย่างไรให้ลูกค้ายอมกรอกข้อมูลเหล่านี้ละ? ซึ่งหลักการที่แนะนำคือการกรอกข้อมูล step by step อย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมการเพิ่้มข้อความให้ดึงดูดว่ารู้สึกเหลือไม่กี่ขั้นตอนแล้ว

วิธีนี้คือการขอข้อมูลแบบเหมาะสมที่สุด เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้ว คนเราหากมีการให้ข้อมูลไปบางส่วนแล้ว การที่จะขอข้อมูลเพิ่มเติม จะง่ายขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการที่คุณจะให้ลูกค้ากรอกข้อมูลทีเดียวแบบ 8-10 ช่อง กับให้ลูกค้าค่อยๆกรอกทีละช่องแล้วกดลูกศรต่อไป พร้อมคำเชิญชวนที่ทำให้รู้สึกว่าเหลืออีกไม่กี่อัน  ส่วนนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีไม่เยอะ และยินดีกรอกจนครบได้อย่างง่ายดาย 

3.การรีวิวหรือผลการดำเนินงานต่าง (Social Proof)

เนื่องจากปัญหาหลักของตลาดออนไลน์ คือ การไม่รู้ตัวตนที่แท้จริง ไม่สามารถจับต้องสิ่งของได้ เราจำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจให้กับลูกค้า  สิ่งนี้ที่ถือว่าเป็นรูปแบบที่หลายคนมองข้าม เพราะรู้สึกว่าไม่จำเป็น หรือบางทีอาจจะรุ้สึกขี้เกียจในการ update ส่วนนี้ แต่จากการที่ได้เพิ่ม Testimonial หรือการมี Content Update บนหน้า Facebook Page อย่างสม่ำเสมอ มีการเคลื่อนไหวทั้งเจ้าของเพจและลูกเพจ จำนวนคนกด Like ที่มากพอสมควร ส่วนนี้ทำให้คนที่เข้าชมเว็บไซต์เกิดความมั่นใจ และจากการวิจัยกรณีแบรนด์ที่ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ทำการแสดง social proof โอกาสปิดการขายมียากกว่า รวมถึงการที่ทางเราได้แนะนำลูกค้าให้ลองทำการเพิ่ม รีวิว และ testimonial ก็มีส่วนช่วยให้ลูกค้าใหม่ๆ เกิดความมั่นใจในสินค้าคุณมากขึ้นอีกด้วย

4.การทำให้รู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน  (Liking)

Liking คือการทำให้ผู้คนที่เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกว่าเขามาถูกร้าน หรือเป็นร้านที่ได้รับสิ่งเขาต้องการจริงๆ ซึ่งวิธีการนี้สามารถจำแนกได้ตามจุดประสงค์ของแต่ละ funnel ออกไป แต่วันนี้ขอมาพูดในส่วนของ ช่วงการรับรู้หรือตระหนักสำหรับสินค้าประเภทนั้นๆ (awareness & evalutation) โดยขอแบ่งเป็น 3 คำหลักๆ ตาม concept  ณ เวลานี้ คือ Push & Pull & Web โดยจะขอลงรายละเอียดแค่ในส่วนของการรับรู้ในช่วงของ  Pull & Web เป็นหลัก

Push aware คือการรับรู้โดยการที่เราเป็นผู้บังคับให้เขาได้รับสารนั้นเข้าไปซึ่งกรณีคือการโฆษณาตามช่องทางต่างๆ

Pull Aware คือการรับรู้โดยผู้ที่สนใจต้องการค้นหาสิ่งนั้นๆเป็นทุนเดิม แต่สิ่งนี้สามารถนำมาปรับใช้และให้เกิดความรู้สึกในการรับรู้ถึงสารทิศทางเดียวกันในประเภทนั้นๆได้ โดยรูปแบบที่ทำให้เกิดความโน้มนาวหรือชักชวน(persuade) ที่ดี คือการพัฒนาตัวของ SEO & Content Marketing ให้ตอบโจทย์ในด้านนั้นๆ เช่น ผู้ค้นหาต้องการ “เครื่องมือการแพทย์” แต่เว็บไซต์นั้นตอนค้นหาข้อมูลผ่าน Google แทบไม่พบ หรือพบแค่เป็นชื่อรุ่นสินค้านั้นๆ ส่วนนี้ทำให้ผู้ที่สนใจสินค้าเสียโอกาสในการได้ประมวลผลข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการตัดสินใจสั่งซื้อ แต่หากมองในทางกลับกันกรณีการพัฒนาเนื้อหาในเว็บไซต์หรือการทำ Seo ในคียเวิร์ดที่อยูในกลุ่มคำเดียวกันให้ครอบคลุมที่สุด ส่วนนี้จะเพิ่มโอกาสให้ผู้สนใจข้อมูลได้รับสารที่มากขึ้น เช่นค้นหา เครื่องมือแพทย์, ที่จำหน่ายเครื่องมือแพทย์ราคาถูก, เครื่องมือแพทย์มาตราฐาน, เครื่องมือแพทย์คุณภาพสูง  ฯลฯ แต่กลับเจอแต่เว็บเดิมๆบ่อยครั้งในกลุ่มคำนั้นๆ ทำให้เข้าสู่หลักการข้อ 3  ที่ว่าด้านด้วย social proof หรือการรู้สึกเพิ่มความน่าเชื่อถือโดยปริยาย โดยเฉพาะสำหรับคนทั่วๆไป ที่ไม่เข้าใจการทำ seo อาจคิดว่าเว็บไซต์นี้มีมาตรฐาน Google เลยเลือกโชว์ขึ้นมาบ่อยๆ

Web Aware คือการที่เว็บไซต์ต้องให้สาร และภาษาที่ถูกต้อง เหมาะสม ทำให้ผู้ที่ได้เข้าสู่เว็บไซต์ รู้สึกว่าเจอข้อมูลที่ถูกต้องและตอบโจทย์ด้านข้อมูลที่ต้องการจบภายในที่เดียว ซึ่งส่วนนี้หากดำเนินการได้ครบครันจะช่วยพัฒนา Coversion Rate Optimization ได้เป็นอย่างดี  ยกตัวอย่างเช่นการที่เราเปิดเว็บไซต์สำหรับขายอุปกรณ์ดนตรี แต่ทั้งเว็บไซต์นั้น มีแต่รูปเครื่องดนตรีและราคา ซึ่งส่วนนี้เองหากมองทั่วๆไปแล้วสินค้าดนตรี คนเล่นดนตรีเขาก็รู้อยู่แล้วว่า กีตาร์รุ่นนี้เป็นอย่างไร เสียงประมาณไหน ราคาเท่านี้โอเคไหม  แต่บางทีคุณเป็นเว็บไซต์ใหม่ในวงการนี้ ไม่มีใครรู้จักคุณมาก่อนการทำเพียงแค่รูปภาพกับ ราคาส่วนนี้จะไม่ช่วยให้การขายของคุณเกิดผลเท่าที่ควร ซึ่งส่วนนี้หากมีการนำเสนอด้านสารที่ส่งออก และภาษาที่นำเสนอที่ครบถ้วน จะช่วยให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกัน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณได้ดีขึ้น (โดยเฉพาะเว็บไซต์ใหม่ ที่ยังไม่มีคนรู้จักนัก) ซึ่งจะได้เปรียบมากสำหรับผู้คนเข้ามาเพื่อเปรียบเทียบสินค้าก่อนตัดสินใจ หรืออยู่ในช่วงกำลังตัดสินใจเลือกซื้อสินค้านั้นๆ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขายในอนาคตได้เป็นอย่างดี สิ่งที่อยากเพิ่มเติมอีกส่วนคือหน้า About us ที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่มองข้ามไปและนิยมเขียนเชิงหน้าทางการอย่างมาก แต่หากคุณรู้อยู่แล้วว่าฐานลูกค้าคุณเป็นประเภทไหน มีความสนใจอะไร ชอบคอนเทนต์รูปแบบใด แนะนำว่าควรปรับเนื้อหาส่วนนี้ให้เข้ากับฐานลูกค้ามากที่สุด เพื่อเพิ่มความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งลูกค้าและตัวของผู้ให้บริการมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ที่สนใจสินค้าประเภทนั้นๆจำภาพเว็บไซต์ของคุณได้ชัดเจนและดีขึ้นตามลำดับ

5.ความรอบรู้ (Authority )

จากข้อที่ 4 นั้นไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดในส่วนของ concept Web aware หรือ Pull aware นั้นหนีไม่พ้นในส่วนของ content ต่างๆที่ต้องนำเสนอ แต่อย่างที่เราทราบกันดี หลากหลายข้อมูลที่เราเลือกเสพ นั้นต้องเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ รู้จริง และเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าอย่างถ่องแท้ ทั้งนี้การวางแผนและพัฒนา content ในเว็บไซต์ของคุณถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง ควรทำการศึกษาข้อมูลที่ลูกค้าสนใจและพัฒนาคอนเซ็ปนั้นๆออกมาให้ดี และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

6.เทคนิคการแสดงสินค้าใกล้หมด (Scarcity)

สินค้าจะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น หรือ ได้รับความสนใจมากขึ้น หากสินค้านั้นใกล้หมดลง ก็คงหนีไม่พ้นหลักการ Demand & Supply ที่ช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้านั้นมากขึ้น แต่ผู้ผลิตมีสินค้าที่น้อยหรือใกล้หมดแล้ว ส่วนนี้จะช่วยให้เกิดการซื้อขายมากขึ้น แต่หากคุณทำบ่อยๆจนลูกค้าเริ่มชินแล้วนั้น ควรทำเป็นในรูปแบบ “daily promotion” ดีกว่า เพื่อให้ลูกค้ารู้ถึงความตั้งใจในการทำโปรโมชั่นในแต่ละวันเพิ่มเติม 

ทั้ง 6 ข้อ บางคนอาจทำในส่วนนี้อยู่แล้ว แต่บางคนอาจมองข้ามไป หวังว่าข้อมูลเล็กๆน้อยๆพวกนี้จะช่วยให้คุณนำไปปรับเว็บไซต์ E-commerce ให้ตอบโจทย์มากที่สุด นอกจากคุณจะนำ 6 Concept ไปปรับหน้าเว็บไซต์ของคุณแล้ว ในส่วนของ SEO คุณก็สามารปรับคอนเทนต์ให้มีคุณภาพมากขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับ หลักการ E-A-T ที่จะเน้นเรื่อง Conversion Rate Optimization หรือก็คือการปรับตามหลักให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าและความต้องการของลูกค้ามากที่สุดโดยทั้งสองสิ่งนี้ ถือเป็นหลักด้านจิตวิทยามนุษย์ที่นำมาให้เกิดลำดับความสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น