การเขียนประวัติผู้เขียน (biography )ใน Content มีผลต่อ seo ไหม

มาทำความรู้กับ Google authorship (rel=author) กันก่อน 

ต้องย้อนประวัติกันสักนิดเกี่ยวกับ ผู้เขียน(authorship) กับ Google  ในช่วงปี 2012-2014 นั้น Google มีการประมวลผลด้านคุณภาพนักเขียนที่เป็นส่วนหนึ่งของการประมวลผลด้านการจัดอันดับ (ranking signal) เพื่อจัดอันดับของแหล่งที่มาของเนื้อหา โดย ณ เวลานั้น หลักๆในการประมวลผลจะใช้ข้อมูลดังต่อไปนี้

  • การแชร์หรือคอมเม้นต์ในบทความนั้นๆ
  • การมีลิงค์อ้างถึง
  • การแชร์คอนเทนต์ใน Google +
  • ความเชี่ยวชาญของนักเขียนกับรายละเอียดคอนเทนต์
  • คะแนน pagerank 
  • ความถี่ในการโพสบทความของนักเขียน
  • Authority ของเว็บไซต์ที่นักเขียนทำการโพสหรือเขียน

ส่วนนี้เองทำให้คนทำ seo เริ่มพูดถึง Google Author Rank กันเพิ่มขึ้นเริ่อยและพยายามหาวิธีการในการพัฒนาคะแนนด้าน author rank ให้ดี จึงทำให้มีแนวคิดการทำ seo ที่เรียกว่า Social signal เพื่อใช้ในการพัฒนาคะแนนด้านนี้มากขึ้นและตอนหลังการจัดอันดับด้านauthor นี้ google ได้ยกเลิกไป ซึ่งเหตุผล ณ เวลานั้น ที่ทาง Google ยกเลิกเกิดจากรู้สึกว่ามีการใช้ authorship ถูุกนำมาใช้ในทางที่ผิด หรือ spam ที่ส่วนใหญ่เกิดกับเว็บอีคอมเมิร์สในสมัยนั้นที่พยายามพัฒนาหน้าสินค้า(product page) โดยหวังคะแนนด้านคุณภาพนักเขียนในการดันหน้านั้นๆให้ขึ้นสู่หน้าแรกของ Google นั่นเอง 

ปัจจุบันอาจมีคนสงสัยว่า authorship กับ ranking มีผลต่อกันอยู่ไหม  

ในมุมมองของ Thaidailyseo แล้วถือว่าการมีรายละเอียดส่วนของข้อมูลนักเขียนในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะ ช่วยเพิ่มความน่าเชือถือของบทความได้เป็นอย่างดี ว่าผู้เขียนเป็นใคร มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆหรือไม่ แต่หากถามว่าการเขียน Author Bio หรือ การเขียนประวัติเรื่องราวตัวเอง นั้นมีผลต่อการจัดอันดับการค้นหามั้ย ?

“คำตอบคือไม่มีผลโดยตรง หรือไม่เป็นปัจจัยหลักในการจัดอันการค้นหา” เนื่องจากการเขียนประวัติแนะนำตัวเองของนักเขียนนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยการจัดอันดับอัลกอริธึมของGoogleโดยตรง เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานจาก Google ที่เพียงพอเพื่อบ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์ที่มีการจัดอันดับแย่ลงหากไม่มีการแนะนำตัวเองของนักเขียน แต่ว่าการเขียนแนะนำเรื่องราวประวัติของนักเขียนเองนั้นมีข้อดีที่เป็นประโยชน์และมีผลกระทบทางอ้อมในการช่วยให้เว็บไซต์มีการจัดอันดับที่ดีขึ้นซะมากกว่า เพราะอะไร? วันนี้ Thaidailyseo จะมาบอกให้รู้กัน

ประโยชน์ของการเขียนแนะนำตัวของนักเขียน (ดูทั่วๆไป แต่อยากให้ไล่อ่านลงไปเรื่อยๆว่าเกี่ยกับ Google ยังไง )

1.ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้เขียนทำผลงานออกมาได้ประทับใจเป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่าน จนเกิดเป็นความผูกพันระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านและทำให้ผู้อ่านค้นหาบทความเพื่ออ่านเพิ่มเติม  โดยการเขียนนั้นอาจเป็นการให้ความรู้ หรือความสนุก หรือด้วยการเขียนที่อ่านง่ายก็ได้

2.ชื่อผู้แต่งสามารถใช้เป็นสิ่งยืนยันคุณภาพของบทความว่าเป็นเนื้อหาที่ควรค่าแก่การอ่าน ช่วยให้ผู้อ่านนั้นไว้วางใจและเลือกที่จะอ่านเนื้อหาที่มีคุณค่านั้น

3.การที่มีการแนะนำเรื่องราวหรือประวัติของผู้เขียนนั้น ทำให้บทความนั้นมีตัวตน ซึ่งทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในหมวดหมู่บทความเชิงทางการแพทย์ หรือความรู้เฉพาะทางนั้นๆ

4.เพื่อกำหนดพื้นฐานที่ดีให้แก่ผู้เขียนหรือผู้นำเสนอข้อมูล ว่าผู้เขียนนั้นมีความรู้หรือมีการศึกษาในเรื่องราวนั้นๆ หรือมีประสบการณ์จริงที่สนับสนุนในเนื้อหาที่เขียนก่อนที่จะมีการเผยแพร่ออกไปแก่ผู้อ่าน5.ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการแชร์ผ่าน Social media ช่องทางอื่นๆ อาทิ Google Plus , Facebook , linkedin , twitter , reddit

ซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้ ก็คือพื้นฐานที่ Google อยากให้คอนเทนต์มีความเป็น E- A-T นั่นเอง เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่า E-A-T  คืออะไร รายละเอียดเนื้อหาบทความถูกนำเสนอโดย Expert หรือ ผู้เชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องราวนั้นๆ และผู้นั้นก็อยู่ใน Authority หรืออำนาจหน้าที่ด้านนั้นๆ ซึ่งก็เป็นส่วนของ Trustworthiness หรือความน่าเชื่อที่มีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นเหตุลผลทั่วๆไปที่บางคนมองข้ามไป ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของ Search Quality Rater Guidelines ด้วยที่ได้อธิบายไว้อใน section ที่  2.6 นั่นเนอง

สุดท้าย!! ข้อสันนิษฐานด้านทฤษฎีที่ว่า authorsip จะช่วยทำให้ Google เข้าใจ Knowledge Graph มากขึ้น

ขอบคุณรูปภาพจาก: https://www.kaggle.com/ferdzso/knowledge-graph-analysis-with-node2vec

knowledge graph นั้นเป็นการพัฒนาในด้านที่เชื่อมระหว่าง entities นึง กับ entities อีกส่วนนึง เพื่อมองหาความเกี่ยวเนื่องหรือความสัมพันธ์ของสองส่วนนั้นเข้าด้วยกัน ทำให้มีการพูดคุยในคนทำ seo บางกลุ่มมองว่าส่วนนี้อาจจะนำมาใช้ในการพัฒนาด้านคุณภาพคอนเทนต์นั้นๆได้ดีขึ้น เพราะหากมองกลับกันการที่ไม่มี ประวัติผู้เขียนแล้ว Google จะรู้ได้อย่างไรว่าคอนเทนต์มีแหล่งที่มาจากที่ไหน ผู้เขียนมีความเชี่ยวชาญจริงหรือไม่ ในปัจจุบันนี้รายละเอียดด้าน autohrship กับ knowledge graph เองยังคงเป็นข้อถงเถียงที่ยังไม่มีตัวสรุปที่ชัดเจน แต่จาก poll ของ Bill Slaswki ผู้เชี่ยวชาญด้าน Seo เชื่อว่า Google กำลังพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคอนเทนต์กับประวัติผู้เขียนอยู่

To sum up : ดังนั้นบทความที่มีประวัติผู้แต่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี และการมีประวัติผู้แต่งนั้นช่วยให้ผู้อ่านสามารถระบุตัวตนของผู้เขียนได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และจะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับคุณเอง ไม่ว่าจะกับเว็บไซต์ส่วนตัวหรือที่เว็บไซต์แบรนด์ของคุณ ถึงแม้จะยังไม่มีการยืนยันว่า Author Bio มีส่วนทำให้เพิ่มอันดับของการค้นหา แต่การมีประวัติของผู้เขียนอยู่ในบทความก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ E-A-T และยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน แต่อย่างไรก็ตาม Google อาจจะนำ authorship กลับมาประมวลผลการค้นหาอีกครั้งในอนาคตก็คงต้องติดตามกันต่อไป