บทความเยอะๆแล้วจะเพิ่ม quality index ต่อภาพรวมด้าน seo หรือไม่

“เคยรู้สึกไหมว่าการเพิ่มคอนเทนต์มากๆ บางทีทำให้คียเวิร์ดเราหลุดจากหน้า landing pageที่เราต้องการในการ ranking แต่ Google ดันไปจับหน้าใหม่แทน หรือ กรณีที่ว่าทำคอนเทนต์มาตั้งเยอะ แต่ไม่ช่วยให้อันดับดีขึ้น”

ถ้าหากคุณได้ทำ seo กันมาสักพักแล้วสิ่งที่จะมีอย่างสม่ำเสมอเลย คือการต้องการเพิ่มคอนเทนต์หรือบทความ ในเว็บไซต์ เพราะเข้าใจกันว่าต้องมีบทความที่ สดใหม่ ตลอดเวลา google จะชอบคอนเทนต์รูปแบบนี้ ซึ่งสำหรับในกรณีบทความสดใหม่นี้ทาง thaidailyseo ก็เห็นด้วยกับความเห็นนี้เช่นกัน แต่เคยรู้สึกไหมว่าการเพิ่มคอนเทนต์มากๆ บางทีทำให้คียเวิร์ดเราหลุดจากหน้าlanding pageที่เราต้องการในการที่ต้องการ ranking แต่ Google ดันไปจับหน้าใหม่แทน หรือ กรณีที่ว่าทำคอนเทนต์มาตั้งเยอะ แต่ไม่ช่วยให้อันดับดีขึ้น โดยเนื้อหาในตอนนี้จะเป็นการพูดถึง onsite เป็นหลัก 

สร้างคอนเทนต์กันเพื่ออะไร จากประสบการณ์ที่ Thaidailyseo (มุมมองส่วนนี้เป็นประสบการณ์ที่ได้พบเจอด้วยตัวเอง) เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง ซึ่งหลักๆแล้วคือ 

1.สร้างคอนเทนต์มาเพื่อเชื่อว่า Google ต้องการความสดใหม่ของบทความ จะช่วยดัน seo

2.สร้างคอนเทนต์มาเพื่อ update ให้ทันกระแสที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ 

3.สร้างคอนเทนต์มาเพื่อ เลี้ยง Feed ใน social media

4.สร้างคอนเทนต์มาเพื่อ branding หรือ promotion ต่างๆ 

หากเขียนคอนเทนต์มาตาม 4 แบบนี้แล้วจะช่วยด้าน seo จริงไหม ??

อันนี้มี case study อันนึงน่าสนใจจาก gsqi ว่าด้วยเรื่อง quality indexation ซึ่งในรายละเอียดนี้คือการบอกว่าการที่เราทำให้ url หรือ คอนเทนต์ของเรามีการติดในระบบของ Google ทุก url เลยนั้นใช่ว่าจะเกิดผลดีเสมอไป โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งการเพิ่ม url มากๆนั้นนอกจากส่งผลเสียด้าน quality indexation แล้วยังส่งผลต่อ crawl budget อีกด้วย  ซึ่งในรายงานฉบันนั้น พยายามอธิบายว่าคุณไม่จำเป็นเลยที่จะต้องให้เว็บไซตทั้งหมดของคุณได้รับการ index ในระบบของ Google ทุกหน้าเพราะว่าการที่มี index ในระบบของ Google แต่ url นั้นๆไม่มี traffic เลยโดยเฉพาะ orgaic traffic ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเว็บไซต์เสียเอง ซึ่งการ index เยอะๆรูปแบบนี้เองทำให้ thaidailyseo นึกถึงเว็บไซต์ ecommerece หลายๆเว็บที่ชอบมองข้ามเรื่องนี้ คือการปล่อยให้ index ทุกหน้า ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ

1.หน้า Duplicate thin content  เช่นหน้าสินค้าชนิดเดียว แล้วมีข้อมูลของสินค้าเช่น สีของสินค้า และ ขนาดที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น

wwww.example.com/fitness-shirt

www.exapmple.com/fitness-shrit?size=m
www.example.com/fintess-shrit?size=m&&color=yellow

www.example.com/fientess-shrit/size/m

www.example.com/fitness-shirt/color/yellow

ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้เป็นรูปแบบ parameter หรือ sub category ใน url หากเนื้อหาซ้ำกันแต่เปลี่ยนแค่ เรื่องสี หรือขนาดสินค้า ก็ควร set path นั้นๆ ไม่ต้องให้ index ใน Google เลยจะดีที่สุด   

2.หน้า บทความ ที่คนทำ content อาจจะยังไม่รู้ในส่วนของ seo ดีเท่าที่ควร ซึ่งกรณีนี้จะแบ่งย่อยตามต่อไปนี้

2.1คอนเทนต์มาเพื่อ update ให้ทันกระแสที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ 


ยกตัวอย่างเช่น

ประกาศด่วน: Google ปรับการจัดดัชนี index ในระบบของ Google ใหม่โดยจะเปลียนเป็น mobile first index ทั้งหมดภายใน กันยายนนี้ โดย  Google ไม่แนะนำให้ใช้รูปแบ m dot แนะนำใช้รูปแบบ responsive แทน 

คอนเทนต์แบบ 2.1 จะเหมาะสมกับเว็บไซต์ข่าวเป็นหลัก ซึ่งหากเป็นเว็บไซต์ที่ต้องการ optimize quality  seo อย่างมากสำหรับกลุ่มคำที่ต้องการ แล้วต้องการแชร์ข้อมูลประเภทนี้บ่อยๆ ในมุมมองของทาง thaidaily seo แนะนำว่าควรดำเนินการติด noindex, no follow ให้ url นั้นๆ

2.2คอนเทนต์มาเพื่อแชร์ใน Feed social media เพื่อเพิ่ม traffic สู่เว็บไซต์

ยกตัวอย่างเช่น

ใกล้เทศกาลวาเลนไทน์แล้ว …….มาดูความสวีทในแถบสแกนดิเนเวียกัน

ใครที่กำลังมองหาสถานที่เดทในวันวาเลนไทน์แบบสวีท ๆ ขอบอกว่าแถบสแกนดิเนเวียก็เป็นอีกแลนด์มาร์กหนึ่งที่มีแต่สถานที่ที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติก และมีหลาย ๆ คนที่พากันไปท่องเที่ยวในวันวาเลนไทน์เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันแห่งความรักที่น่าสนใจมาก ๆ อีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่าประเทศแถบสแนดิเนเวียเขาฉลองวันวาเลนไทน์กันแบบไหนบ้าง ……

คอนเทนต์แบบ 2.2 การทำคอนเทนต์ที่ใกล้เคียงกับหรือเกี่ยวเนื่องกัน การเพิ่ม content รูปแบบนี้ถือว่าดี แต่ก็ควรทำอย่างให้ถูกหลักการเพราะหาก เพิ่มแต่เนื้อหาประเภทนี้แล้ว ไม่จัดการurl และเว็บไซต์ให้เป็นระบบ อาจทำให้ quality indexation ลดลงได้ โดยข้อนี้ปัญหาที่พบจะเจอเป็น  2 ส่วนหลักๆ คือทำคอนเทนต์บทความมาเพิ่มแต่ดันไปจับหน้านั้นแทน หรือ ทำคอนเทนต์มาแล้วไม่ได้เกิดผลอะไรขึ้นเลย

  • กรณีทำมาแล้วบทความมีการไปจับหน้าใหม่ ส่วนนี้ต้องตรวจสอบก่อนว่า เพราะเราoptimize ด้าน seo มากไปหรือไม่ ดังนั้นหากมากไปก็ควรแก้ไข เช่นในเรื่องจำนวนคียเวิร์ด  heading structure ต่างๆไม่ให้มากไปกว่าหน้า landing page ที่ต้องการ
  • กรณีทำมาแล้วไม่ช่วยอะไรเลย อันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการเขียนให้เกี่ยวเนื่องไป แต่ไม่ได้  optimize seo เลย ทำให้ส่วนนี้ อาจเกิดการติดในระบบของ Google ในคำที่ต้องการให้ติด ranking ทำให้ quality index ส่วนนี้ลดน้อยลง ดังนั้นกรณีนี้หากบทความไหนคิดว่าไม่จำเป็นต่อเว็บไซต์เท่าที่ควร ก็ควรติด noindex ไว้

2.3คอนเทนต์มาเพื่อ branding หรือ promotion ต่างๆ


ยกตัวอย่างเช่น


Take one of your days to select a vintage  product that your home deserves.


February 2020, 1th – 29th.

Save BIG for a BIGGER reward for you and your home.

Limited time offer.

Visit us at our showrooms Or feel free to message us

ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ หากมองแบบกรณี case by case แล้ว 

คอนแทนต์แบบ 2.3 นั้นส่วนนี้จะพบบ่อยในเว็บไซต์ที่สร้างหน้า news & event 

โดยกรณีนี้หากต้องการโปรโมทจริงๆ แนะนำใช้ social media เป็น feed post น่าจะดีที่สุด แต่หากว่ายังจำเป็นต้องใส่ content ประเภทนี้ในเว็บไซต์ก็ยังคงต้องใส noindex น่าจะดีที่สุด 

มาดูกันดีกว่าว่าแนวทางในการประมวลผล Quality Index ที่ดีเขาแนะนำกันว่าควรทำอย่างไร 

1.การแบ่งเป็นการเช็ค path ใน search consle แบบ URL prefix property 

ซึ่งการแบ่งการเช็คตาม url จะช่วยให้เรารู้ว่า url ที่ index  มีผิดพลาดว่ามาจากส่วนไหน โดยเฉพาะเว็บไซต์ใหญ่ๆที่มีจำนวน เช่นส่วนของ https://www.example.com
http://www.example.com

2.ทำการตรวจสอบส่วนของ coverage สำหรับจำนวนของ valid url 

valid url คือจำนวน url ที่มีการติดอยู่ในระบบของ Google ว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าใด

3.ทำการเช็คจำนวน click ใน section  performance 

Clik คือจำนวนที่มีการคลิกผ่าน organic search ว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าใด

4.เปรียบเทียบจำนวนอัตราส่วนคลิกต่อ url

นำจำนวนคลิกหารด้วยจำนวน vaild url ทั้งหมด หากการคลิกมีมากกว่าจำนวน url มากเท่าไหร่สื่อถึงคุณภาพของ quality index ได้ดีมากขึ้นเท่านั้น 

โดยส่วนข้างล่างนี้เป็นภาพตัวอย่างที่มาจากเว็บไซต์ gsqi.com ที่ได้อธิบายเรื่อง quality index มาให้ดูเพิ่มเติม ซึ่งตัวอย่างด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการที่มี index  ในระบบของ Google ที่มีจำนวนค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับการคลิกควร ทำให้ได้ performance ที่ค่อนข้างต่ำ

หากเว็บไซต์ของเราเกิดเหตุการณ์รูปแบบนี้ ควรทำการตรวจสอบและแก้ไขรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ตรวจสอบ performance ในส่วนของ Google analytic ว่าปัจจุบันและ อดีตที่ผ่านมา traffic เว็บไซต์เป็นอย่างไรบ้าง หากไม่มีการขยับด้าน organic traffic ทีดี ควรคาดคะเนไว้แล้วว่าต้องเกิดปัญหาบางอย่าง 

2.ตรวจสอบจำนวน url ที่ index ว่าสามารถลบ หรือ set noindex อันไหนได้บ้างเพื่อช่วย optimize ภาพรวมเว็บไซต์ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะพวก thin content หรือ parameter ที่ซ้ำๆกันต่างๆ

3.ตรวจสอบ basic seo structure ในหน้า  landing page ที่ต้องการ ว่าแต่ละส่วนเป็นอย่างไร มีการ optimize หรือยัง 

แล้วลองดูกันว่า หากทำตามรูปแบบนี้แล้ว quality index ของเว็บไซต์คุณจะมีการพัฒนาที่ดีขึ้น และตอบโจทย์ seo เป็นอย่างไรกันบ้าง

Ref: https://www.gsqi.com/marketing-blog/revisiting-quality-indexation-large-scale-sites/